Login Form

ชื่อสมาชิก

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่

Who's Online

ขณะนี้มี 15 บุคคลทั่วไปออนไลน์
You are here: Home arrow Articles arrow Logistics and Supply Chain arrow การใช้ Supply Chain Best Practice เป็นกลยุทธ์องค์กร
ป้ายโฆษณา
การใช้ Supply Chain Best Practice เป็นกลยุทธ์องค์กร PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Logistics Digest   
09 ม.ค. 2008 16:42น.

 การที่จะนำระบบ Logistics - Supply Chain ไปประบุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงในภาคธุรกิจ จะต้องจัดทำแผนกลยุทธ์ในการนำระบบการจัดการโซ่อุปทานโลจิสติกส์ที่เป้นเลิศที่เรียกว่า "Best Practiec Straegy Plan" ไปใช้ในการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันได้ในระดับการค้าสากล รวมถึงการจัดการ Supply Practice

ไปใช้ในการลดต้นทุนโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบและมีดรรชนีชี้วัด (KPI) ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่าง ๆ ทางโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้บริหารหรือผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งอยู่ในส่วนต่างจังหวัด (หรือในส่วนกลาง) ควรเร่งศึกษาทำความเข้าใจเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจในยุคเศรษฐกิจใหม่โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ และพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานออกไปสู่ระดับโลก (Global Supply Chain) โดยธุรกิจที่เป็นแกน (Business Core) จะมีความเป็นไปได้มากกว่าในการที่จะเป็นแกนนำในการรวมกลุ่มเป็นพันธมิตรธุรกิจ โดยกระบวนการในการนำระบบ Supply Chain Best Practice เข้ามาใช้ในธุรกิจอาจประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้

 ประการแรก ธุรกิจที่เป็นแกนนำจะต้องมีการปรับปรุงองค์กรภายในให้แต่ละหน่วยงานมีการนำระบบบริหารจัดการโลจิสติกส์เข้ามาใช้ในกิจกรรมที่เกียวข้องกับการจัดซื้อ การเคลื่อนย้ายสินค้า การจัดเก็บสินค้า การขนส่ง และการกระจายสินค้า

 ประการที่สอง
สำหรับการบริหารเครือข่ายของซัพพลายเออร์ อาจจะเลือกคู่ค้าซึ่งมีความพร้อมหรือคู่ค้าที่มีตัวเลข การซื้อสินค้าในระยะเริ่มแรก แผนกจัดซื้อจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันในการรวมกลุ่มซัพพลายเออร์เข้ามาไว้ในเครือข่าย

 ประการที่สาม
ให้มีการจัดการแผนก Customer Service ให้มีการประสานความร่วมมือภายในบริษัทและกับคู่ค้าโดยให้ความรู้และความเข้าใจกับพนักงานซึ่งทำหน้าที่เป็น Customer Service ให้มีการประสานความร่วมมือภายใต้วัตถุประสงค์ร่วมมือภายใต้วัตถุประสงค์ร่วมกันในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และการลดต้นทุนโลจิสติกส์ร่วมกัน

 ประการที่สี่
ในแต่ละองค์กร ทั้งภายในและภายนอกองค์กรให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศเพื่อลดต้นทุนสินค้าคงคลังและทุนสินค้าคลคลังและต้นทุนการเคลื่อนย้ายสินค้าและการส่งมอบสินค้ให้เป็นเครือข่ายทางธุรกิจร่วมกัน (Collaborate Business Network)

 ประการที่ห้า จะต้องทำเป็นแผนในลักษณะเป็นแผนยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) โดยมีเป้าหมายตัวชี้วัดกรอบเวลาที่ขัดเจน รวมถึงการจัดสรรทรัยากรที่จำเป็นให้เพียงพอ เช่น บุคลากร งบประมาณ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนประสิทธิผลของการดำเนินงาน ในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันสร้างความได้เปรียบ เพิ่มกำไร ลดต้นทุนเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจในเครือข่าย ซึ่งได้มีการรวมกลุ่มกันเป้นห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน

 เป็นที่ทราบดีว่าการค้ายุคปัจจบันเป็นดลกในยุคของการเปลี่ยนแปลง (World od Chang Era) โดยมีการเปลี่ยนแปลงทั้งเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Information Technology ซึ่งส่งผลกระทบให้โลกเป้นหนึ่งเดียว ทั้งหมดนี้มีผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีทางเลือกสินค้าและบริการที่ราคาถูกในคุณภาพที่ดีที่สุด ซึ่งผู้ประกอบการหรือผู้บริหารในภาคธุรกิจจะต้องมีกระบวนทัศน์ในการดำเนินธุรกิจในยุค Globalization โดยการนำกระบวนการโซ่อุปทานที่ เป็นเลิศมาใช้เป้นกลยุทธ์ในองค์กร เพื่อเป็นการเพิ่ม Prdductivity และเป็นการสร้าง Product Differentiate ที่แตกต่างไปจากคู่แข่งโดยมุ่งสู่การขับเคลื่อนของธุรกิจภายใต้ความต้องการของตลาด Demand Driven คือยึด Customers เป็นศูนย์กลาง ซึ่งก่อให้เกิดความพึงพอใจของลูกค้า ทั้งที่เกิดจากการลดต้นทุนร่วมกันและเชื่อมั่น (Reliability) จากการส่งมอบที่เป็น Just in Time โดยธุรกิจในโซ่อุปทานจะต้องมีกระบวนการในการปรับระบบการผลิตโดยให้มีสินค้าคงคลังน้อยที่สุด โดยจะเปลี่ยนการผลิตจาก Production Base ให้เป็น Consumption Base คือเป็นการผลิตเพื่อผู้บริโภค และปรับมาใช้ระบบการผลิตและหารบริหารแบบใช้ Speed-Based Competiton คือการแข่งขันโดยอาศัยความรวดเร็วในการเคลื่อนย้ายในทุกกระบวนการของ Supply Chain ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพของ SMEs ให้แข่งกับบริษัทข้ามชาติหรือบริษัทขนาดใหญ่ การที่นำระบบโซ่อุปทานที่เป็นเลิศ (Best Practice) มาใช้ จะส่งผลให้ทุกธุรกิจที่อยู่ในกระบวนการ Supply Chain ล้วนแต่จะได้ประโยชน์ทั้งสิ้น
 ก่อให้เกิดการสร้างคุณค่าจากการบริการและมูลค่าจาการบริการและมูลค่าเพิ่มจากตัวสินค้าที่เรียกว่า Value Creation & Value Added ประกอบด้วย Real Perfect มุ่งเน้นความสมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ เพื่อให้เกิดการพึงพอใจจากลูกค้า Non Defect systematic ขจัดความบกพร่องอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิด Best Practice Organization รวมทั้งสร้างความแตกต่างที่ลอกเลียนแบบได้ยาก เพื่อก่อให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขัน นอกเหนือจากนี้ "Surplus Utility" หรืออรรถประโยชน์ส่วนเกิน เพื่อให้องค์กรเพิ่มขีดความสามารถอย่างยั่งยืน (Sustainable Businuess)
 การนำระบบการจัดการห่วงโซ่อุปทานโลจิสติกส์ไปใช้ในลักษณะที่เป็น Best Practice จะส่งผลให้ความร่วมมือแบบพันธมิตรในองค์กรกลายเป็น Value Creation Chain คือโซ่แห่งคุณค่าให้กับลูกค้า โดยแนววิธีในการสร้างโซ่แห่งคุณค่านั้น สิ่งที่ส่งมอบให้กับลูกค้าจะต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดหรือความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าทั้งในนรูปการบริการและระดับราคาที่เหมาะสมโดยมีการวิเคราะห์กระบวนการอย่างเป้นระบบ เพื่อระบุกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าหรือการให้บริการ และจำแนกระหว่างกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (ในมุมมองของลูกค้าไม่ใช่บริษัท) เพื่อให้แต่ละกิจการสามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุด จึงต้องดำเนินการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลต่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน
 โดยปัจจัยที่จะส่งผลต่อระบบปฏิบัติ "Best Practice" ไปใช้ให้เกิดผลตามเป้าหมาย โดยจัดให้มีระบบการสนับสนุนและปฏิรูปโครงสร้างองค์กร (Organization Structure) ให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการ Best Practice โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรบุคคล และให้ความสำคัญต่อสภาพแวดล้อมขององค์กร (Understanding the Corparate Environment) รวมถึงกำหนดปัจจัยที่ต้องใช้เพื่อให้ระบบปฏิบัติการเป็นเลิศ สามารถปฏิบัติได้โดยไม่มีอุปสรรคที่ระบบปฏิบัติการของห่วงโซ่อุปทานขององค์กรประสบความล้มเหลว
 การประยุกต์ใช้ห่วงโซ่อุปทานซึ่งเป็นเลิศในธุรกิจ (supply Chain Best Practice) มีขั้นตอนการนำมาใช้เป็นแผนยุทธศาสตร์ (Strategy Plan) ขององค์กร จะประกอบด้วยกิจกรรมการวางแผนและการควบคุมการไหลลื่นของวัตถุดิบ จากผู้จัดส่งวัตถุดิบ (Supplier Flow) ไปยังผู้ผลิตและการกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งเชิงต้นทุนและเวลา กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุดิบและสินค้า โดยลักษณะเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าที่เป็น Demand Pull ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้จะต้องจัดให้มีการแข่งขันข้อมูลสารสนเทศโลจิสติกส์ระหว่างคู่ค้ากับผู้ผลิต ซึ่งมีระบบการจัดการผลิตแบบ Economices of Speed และการกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างทันเวลาแบบที่เรียกว่า Real Time Distribution การวางแผนการตลาดร่วมกันทั้งคู่ค้าดดยจัดให้มีการประสานการทำงานร่วมกับทั้งหน่วยงานภายในองค์กรและภายนอก เพื่อให้สินค้ามีการส่งมอบไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างทันเวลา ดำเนินการให้มีกิจกรรมแบบบูรณาการ (Integration) ในการเชื่อมต่อกันของกิจกรรมต่าง ๆ ของกระบวนการผลิตและกระบวนการไหลของอุปทาน (Supply) ตั้งแต่วัตถุดิบจนไปถึงผู้บริโภคการประสานรวมกระบวนการทางธุรกิจ (Collaborate) ที่ครอบคลุมจากผู้จัดส่งวัตถุดิบผ่านระบบธุรกิจอุตสาหกรรมไปสู่ผู้บริโภคขั้นสุดท้าย โดยมีการส่งผ่านผลิตภัณฑ์การบริการและข้อมูลสารสนเทศควบคู่กันไป การสร้างมูลค่าเพิ่มในตัวผลิตภัณฑ์ (Value Added) การนำเสนอมูลค่าเพิ่มสู่ผู้บริโภคขั้นสุดท้าย
 ผู้บริหารต้องเข้าใจว่าปัจจัยสำคัญที่การบริหารแบบ "Best Practice" มักเกิดจากการต่อต้านภายในองค์กรเอง ทั้งสาเหตุจากการสูญเสียผลประโยชน์ของพนักงานจากการเสียผลประโยชน์ของพนักงานจากการเสียอำนาจในการสั่งการ และจากวัฒนธรรมในองค์กรไม่เอื้ออำนวยต่อการเปลี่ยนแปลง อ่านแล้วอาจจะรู้สึกว่าทำลำบาก แต่ต้องเข้าใจว่าคู่แข่งที่เป็นธุรกิจต่างชาติเขาทำกันมานานแล้วไม่เริ่มเสียแต่เดี๋ยวนี้...อาจไม่มีวันพรุ่งนี้ก็ได้..??

ที่มา : Logistics Digest : January 2008

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 10 ม.ค. 2008 08:34น. )
<ก่อนหน้า   ต่อไป>