Login Form

ชื่อสมาชิก

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่

Who's Online

ขณะนี้มี 21 บุคคลทั่วไปออนไลน์
You are here: Home arrow Articles arrow Logistics and Supply Chain arrow รัฐบาลใหม่กับแนวนโยบายพัฒนาโลจิสติกส์
ป้ายโฆษณา
รัฐบาลใหม่กับแนวนโยบายพัฒนาโลจิสติกส์ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย คุณธนิต โสรัตน์   
22 เม.ย. 2008 08:10น.
ดังที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าการพัฒนาระบบโลจิสติกส์มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและมีผลต่อประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ภายใต้บริบทของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งเศรษฐกิจของประเทศไทยไปผูกพันอยู่กับการค้าระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ภายใต้โลกาภิวัฒน์ความสมดุลของเศรษฐกิจไทยยังมีความจำเป็นในการผลักดันกลไกของการพัฒนาโลจิสติกส์ให้สามารถขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ
ซึ่งในอดีตรัฐบาลที่แล้วได้มีการใช้จ่ายเงินงบประมาณไปเป็นจำนวนมาก ทั้งด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งทั้งในประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงหน่วยงานของรัฐต่างๆก็ได้มีการเบิกจ่ายใช้งบประมาณทั้งด้านการวิจัย การจัดทำแผนและบางส่วนได้มีการดำเนินการไปมากแล้ว งบประมาณเหล่านี้เป็นเงินของประชาชน ซึ่งได้ใช้จ่ายลงทุนไปกับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท แม้ว่าถึงบางส่วนจะเป็นการใช้แบบขาดเหตุผล แต่หลายโครงการก็เป็นสิ่งที่ดี โดยทั้งหมดก็ยังเป็นเงินของประชาชน บางโครงการทำไปครึ่งๆกลางๆ ในฐานะที่รัฐบาลใหม่ได้เข้ามาบริหารประเทศ ถึงแม้จะมีประกาศนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงและเน้นการวัดความสุขของประชาชน ที่เรียกว่า GDH แต่การที่จะทำให้เศรษฐกิจยั่งยืนได้นั้น ประเทศไทยยังจำเป็นต้องพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะธุรกิจและอุตสาหกรรมของคนไทย ให้มีความเข้มแข็งในการที่จะใช้เป็นยุทธศาสตร์ทั้งเชิงรับและเชิงรุกกับบริษัทข้ามชาติ ซึ่งไทยได้มีข้อตกลงการค้าเสรีภายใต้กรอบ FTA ไปหลายประเทศ เช่น ประเทศออสเตรีย และกับประเทศจีนและในอนาคตอาจจะต้องจำนนที่จะต้องทำกับประเทศสหรัฐฯ , ญี่ปุ่น หรือ สหภาพยุโรป ซึ่งในประเด็นนี้คงไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดี ที่อยากจะบอกก็คือเรื่อง FTA ควรจะทำให้ถูกต้อง โดยการให้เป็นเรื่องที่ต้องผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรเหมือนกับที่อารยะประเทศเขาทำกัน ไม่ใช่เป็นเรื่องงุบงิบอนุมัติใน ค.ร.ม. เหมือนกับรัฐบาลชุดที่แล้ว
        อย่างไรก็ตาม ภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน เป็นที่น่ายินดีว่า มรว.ปรีดิยากร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการแถลงเกี่ยวกับการยังคงสานต่อนโยบายการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ หวังว่าความหมายของโลจิสติกส์ของนโยบายรัฐบาลคงไม่ได้เฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับด้านคมนาคมขนส่ง  ผู้โดยสารหรือระบบขนส่งมวลชน หรือเฉพาะที่เกี่ยวกับโครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งทราบว่าขณะนี้ พล.ร.อ.ธีระ ห้าวหาญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  และนายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กำลังพิจารณาที่จะวางเป็นนโยบายเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ซึ่งอยากจะมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลใหม่ยังคงให้ความสำคัญกับระบบโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายสินค้า ซึ่งต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยนั้น ยังอยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 16-19 ต่อ GDP จะนับว่ายังสูงกว่าประเทศคู่แข่งมาก อยากให้ภาครัฐมีการผลักดันแผนพัฒนาเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นโครงการขยายท่าเรือแหลมฉบัง , โครงการสถานีขนถ่ายสินค้า ICD ลาดกระบัง , การพัฒนาท่าเรือสงขลา , ท่าเรือปากบารา และการปรับปรุงประสิทธิภาพของรถไฟ รวมถึง ศูนย์ขนส่งและกระจายสินค้าตามภูมิภาคและชายแดนที่เป็นประตูเศรษฐกิจ ซึ่งโครงการเหล่านี้อยู่ในแผนของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) รวมทั้งแผนพัฒนาโลจิสติกส์ของสำนักงานนโยบายการขนส่งและแผนการจราจร (สนข.)  ซึ่งอาจจะเลือกเฉพาะแผนที่มีความเร่งด่วนนำมาพิจารณาปัดฝุ่นแก้ไข ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ นอกจากนี้ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศ พ.ศ. 2549-2553” ซึ่งทางสภาพัฒน์ฯได้จัดทำ ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวยังเห็นว่ายุทธศาสตร์นี้ยังมีความสับสนในความปนเปของโลจิสติกส์ภาครัฐและโลจิสติกส์ภาคเอกชน ทั้งเป้าหมาย ผลลัพธ์ ตัวชี้วัด ยังไม่มีความชัดเจนจนดูเหมือนเป็นแผนเฉพาะกิจ โดยที่ไหนๆแล้วเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ก็ควรจะมีการยกร่างใหม่ โดยให้ภาคเอกชนที่เป็น Real Sector ตัวจริง เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย , สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคาร ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการรวมตัวกันเป็นคณะกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ กกร. (คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน) โดยนำข้อเสนอของภาคเอกชน รวมทั้ง ข้อคิดเห็นจากองค์กรของผู้ประกอบการให้บริการโลจิสติกส์ โดยนำข้อคิดเห็นของภาคเอกชนมาเป็นส่วนในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของไทย ซึ่งควรจะครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งที่เอื้อประโยชน์ต่อประสิทธิภาพของภาคการผลิตและที่สำคัญต้องมีความโปร่งใส รวมทั้ง ด้านการพัฒนาองค์ความรู้และการพัฒนาผู้ให้บริการโลจิสติกส์ นอกจากนี้ ภาครัฐจะต้องเร่งจัดทำยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการยกเครื่องแก้กฎหมายที่ล้าสมัย และการส่งเสริมประสิทธิภาพของการค้าชายแดนรวมถึงยุทธศาสตร์การส่งเสริมอุตสาหกรรมไทยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน โดยภาคธนาคารจะต้องเข้ามามีบทบาทในฐานะการสนับสนุนทางการเงิน และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโลจิสติกส์ในสถานประกอบการ (Business Logistics Improvement)
       นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ปัญหาสำคัญอยู่ที่หน่วยงานของรัฐ ต่างมีแผนงาน , เป้าหมาย และงบประมาณ โดยที่ไม่มีการบูรณาการ ทำให้ทิศทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่ผ่านมาขาดทิศทางและใช้งบประมาณไม่คุ้มกับผลลัพธ์ที่ได้ โดยขอให้ทางรัฐบาลซึ่งถึงจะเป็นรัฐบาลชั่วคราว 1 ปี ก็ควรใช้วิกฤติที่ประเทศไทยขาดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ให้กลับเป็นโอกาส โดยการดำเนินการแบบเบ็ดเสร็จในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งการพัฒนาระบบโลจิสติกส์จะต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาภาคเกษตรและอุตสาหกรรมขนาดย่อม SMEs ซึ่งภายใต้บริบทของการค้าเสรี กลุ่มธุรกิจและประชาชนเหล่านี้จะได้รับผลกระทบไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจข้ามชาติที่รุกเข้ามาแย่งตลาดในประเทศ โดยรัฐบาลชุดที่แล้วไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์รากหญ้าหรือที่ปัจจุบันเรียกว่า “รากแก้ว” ดังนั้น แนวนโยบายการสร้างความเจริญเติบโตของประเทศ ภายใต้เศรษฐกิจพอเพียง ขอให้รัฐบาลชุดใหม่ยังคงให้ความสำคัญต่อนโยบายการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ โดยเฉพาะให้สามารถครอบคลุมเป็นกลไกให้ธุรกรรมและอุตสาหกรรมขนาดย่อม รวมถึง ภาคเกษตร ซึ่งเป็นรากแก้วของประเทศให้เป็นพลังค้ำจุนเศรษฐกิจของชาติ หากกลุ่มบุคคลเหล่านี้ยังไม่สามารถเข้มแข็งที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ การที่จะสถาปนาระบบเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดในประเทศไทยก็คงเป็นสิ่งไม่ง่ายสมดังนโยบายของรัฐบาล
http://www.v-servegroup.com/new/documment.php?Bookno=458
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 22 เม.ย. 2008 08:19น. )
<ก่อนหน้า   ต่อไป>