จากรูปข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการไหลเวียนของข้อมูลในโซ่อุปทาน แม้ว่าปัจจุบันการบริหารจัดการโซ่อุปทานในประเทศไทยเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น แต่การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการไหลเวียนของข้อมูลระหว่างกันนั้น ยังๆไม่เป็นที่แพร่หลาย อันเนื่องมาจากหลายปัจจัย เช่น การลงทุนในเรื่องของเทคโนโลยีที่ค่อนข้างสูง การขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีนั้นๆ และการที่ยังไม่เห็นถึงความสำคัญเกี่ยวกับการให้ความร่วมมือกันในการบริหารโซ่อุปทานมากพอ เทคโลยีส่วนใหญ่ที่ได้มีการนำมาประยุกต์ใช้ในการส่งผ่านข้อมูลข่าวสารเพื่อช่วยการบริหารจัดการโซ่อุปทานนั้น ได้แก่ EDI, Web Services, ebXML, SOAP, WSDL และ RosettaNet เป็นต้น การบริหารโซ่อุปทาน นอกเหนือจะเพิ่มประสิทธิภาพด้านการดำเนินงานแล้ว ยังมีส่วนช่วยในเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหุ้นส่วนทางการค้าระหว่างกันในโซ่อุปทาน ซึ่งนำไปสู่การร่วมมือกันพัฒนาความสามารถ ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ทั้งการวางแผน การพัฒนาเทคโนโลยี การลดปัญหาและข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ฯลฯ การบริหารโซ่อุปทาน การร่วมมือกันพัฒนากระบวนการดำเนินงานระหว่างหุ้นส่วนทางการค้าสำหรับประเทศไทย จำเป็นต้องเน้นในเรื่องของการไหลเวียนของข้อมูลที่ยังมีการให้ความสำคัญกันน้อย เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว เพราะข้อมูลมีความสำคัญอย่างมากในการบริหารจัดการให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ บทบาทและความสำคัญของระบบ RosettaNet การบริหารการดำเนินงานแบบ Business-to-Business (B2B) และธุรกรรมอิเลคทรอนิคส์มีความสำคัญอย่างมากในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการติดต่อสื่อสาร และดำเนินธุรกิจร่วมกันข้ามประเทศ เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และถูกต้องแม่นยำ ปัจจัยด้านเวลาถือเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรวดเร็วในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในปัจจุบันมีทางเลือกให้แก่ลูกค้ามาก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เป็นความท้าทายในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จดังต่อไปนี้ - ความต้องการของลูกค้าก็มีการเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
- วงจรผลิตภัณฑ์ที่สั้นขึ้นอันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
- โซ่อุปทานมีความซับซ้อนมากขึ้น มีความเป็น Global มากขึ้น มีการเพิ่มหน่วยประกอบอื่นเข้าไป เช่น ผู้กระจายสินค้า หรือพ่อค้าคนกลาง
- ต้องการข้อมูลที่ทันสมัย และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถเรียกดูได้ตลอดเวลา
- ความปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว และถูกต้องแม่นยำในการส่งผ่านข้อมูล
- โครงสร้างกระบวนการดำเนินธุรกิจ โปรแกรมประยุกต์ และศัพท์เทคนิคที่แตกต่างกันระหว่างองค์กร
- วิสัยทัศน์และมุมมองที่กว้างขึ้น เป็น Global มากขึ้น เพื่อเพิ่มการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- วิธีการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ
จากปัจจัยที่ได้กล่าวมาเบื้องต้น ทำให้องค์กรต่างๆเริ่มมีการให้ความสำคัญเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการบริหารโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี EDI (Electronic Data Interchange) เทคโนโลยี Web Services เป็นต้น แต่สำหรับระบบ RosettaNet นี้เป็นวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่มีความเป็นมาตรฐานในระดับโลก เป็นเทคโนโลยีที่เป็นมากกว่าการถ่ายโอนเอกสารอย่าง EDI และสามารถเชื่อมโยงกับโปรแกรมประยุกต์อื่นได้
ระบบ RosettaNet ได้เข้ามามีบทบาทกับการบริหารจัดการโซ่อุปทาน และกระบวนการในการดำเนินธุรกิจกับหลายองค์กรทั่วโลก และเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทย มาตรฐานของระบบ RosettaNet เป็นประโยชน์ทั้งกับกลุ่มบริษัทนานาชาติ (Multi-national companies) และกลุ่ม SMEs ช่วยลดช่องว่างด้านเทคโนโลยีระหว่างกลุ่มบริษัทนานาชาติ และ SMEs ผู้ผลิตของไทย ในการติดต่อสื่อสารทางธุรกิจระหว่างกัน และหากในอนาคตกลุ่ม SMEs ผู้ผลิตของไทยมีการใช้มาตรฐานระดับโลกของ RosettaNet แล้ว ก็จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) ในการประกอบธุรกิจและความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของผู้ประกอบการของ อุตสาหกรรมในประเทศไทยตลอดทั้งโซ่อุปทาน การนำระบบ RosettaNet มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการโซ่อุปทานขององค์กร จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เช่น มีความสะดวกและง่ายต่อการลงทุนในระบบของซัพพลายเออร์ สามารถเพิ่มจำนวนซัพพลายเออร์ได้ไม่ยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และพัฒนาระบบต่ำ เป็นต้น ซึ่งมาตรฐานระบบ RosettaNet จะมีความเฉพาะเจาะจง และครอบคลุมในความซับซ้อนของกระบวนการดำเนินงาน เช่น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดหรือข้อมูล เป็นต้น การประยุกต์ใช้ระบบ RosettaNet กับการบริหารจัดการโซ่อุปทาน ระบบ RosettaNet มีความเป็นมาตรฐานที่สามารถใช้ติดต่อสื่อสาร และดำเนินงานร่วมกับองค์กรทั่วโลกได้ เป็นระบบที่มีการรวบรวมมาตรฐาน ประเด็นแก้ไขในด้านต่างของ e-Business และถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยความร่วมมือกันระหว่างหุ้นส่วนทางการค้า และจากผู้เชี่ยวชาญ เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาจากผู้ใช้เพื่อผู้ใช้ ซึ่งแตกต่างกับเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น
|