|
ยุทธวิธีบริหารจัดการ “แวร์เฮ้าส์” สู่ระบบ JIT & Lean ที่น่าจับตามอง… การบริหารจัดการคลังสินค้าสมัยใหม่ เน้นใช้ระบบไอทีเสริมทัพยกระดับอุตสาหกรรมไทย เผยแวร์เฮ้าส์เป็นขุมทรัพย์ของธุรกิจ ต้องจัดการแบบมืออาชีพ ระบุการวางแผนทำงานเป็นยุทธศาสตร์หลัก ด้านผู้ประกอบการฟันธง JIT & Lean เป็นหลักการที่เอื้อประโยชน์สูงสุดแต่หลักปฎิบัติทำได้ยาก
การจัดการการลงทุนของอุตสาหกรรมด้านสินค้าคงคลัง กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเงินลงทุนของบริษัทส่วนหนึ่งจะจมไปกับปริมาณสินค้าคงคลังที่ต้องเก็บสำรอง แต่อย่างไรก็ตามสินค้าคงคลังนับว่ามีความจำเป็นที่ทุกบริษัทจะต้องมีไว้ เพื่อทำให้กระบวนการผลิตเป็นไปอย่างราบรื่น และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที ฉะนั้นการวางแผนการบริหารจัดการคลังสินค้าและสินค้าคงคลัง รวมถึงการสรรหาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและสามารถสู้คู่แข่งได้ ซึ่งคลังสินค้านับว่ามีความสำคัญที่สุดในระบบโลจิสติกส์ ขณะเดียวกันปัจจุบันได้มีการตื่นตัวในการนำระบบ Just in Time (JIT) และการบริหารงานแบบ Lean มาใช้ ซึ่งเป็นหลักการที่มุ่งกำจัดความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต ที่เรียกความสนใจและเป็นเรื่องท้าทายสำหรับวงการอุตสาหกรรมไทย แต่หลายฝ่ายต่างออกมายอมรับว่า หลักการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดีแต่ในทางปฎิบัตินั้นทำได้ยาก “การบริหารจัดการคลังสินค้าต้องมีองค์ประกอบการสำคัญหลายอย่างเข้ามาร่วมด้วย และด้วยความซับซ้อนที่ต้องการให้การบริหารมีคุณภาพที่ดี จึงต้องอาศัยระบบการทำงานที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นระบบเทคโนโลยี อุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัย และบุคลากรที่เป็นมืออาชีพ ทั้ง 3 สิ่งนี้ต้องทำงานสอดประสานกัน เพื่อให้เกิดความแม่นยำในการทำงาน” คุณวิเชียร จงอภิรมย์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ โลจิสติกส์ จำกัด ในเครือ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของเมืองไทย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการคลังสินค้า ได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับการบริหารจัดการคลังสินค้า ทั้งนี้ การมีคลังสินค้าเพื่อสำรองสินค้าคงคลังในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงจากความแปรผันของอุปสงค์และอุปทานของการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้เชื่อมต่อกันได้ สำหรับหลักการในการทำธุรกิจแวร์เฮ้าส์ลำดับแรกต้องเข้าใจสินค้าแต่ละชนิด เพื่อสามารถจัดการได้อย่างเหมาะสมไม่ทำให้เกิดความเสียหาย โดยนโยบายการวางแผนการทำงานขององค์กรจะเป็นตัวกำหนดวิธีการบริหารจัดการคลังสินค้า รวมทั้งเป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์ในการสต็อคสินค้า ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองหลักให้บริษัทนั้นๆ สามารถผลิตสินค้าเพียงพอและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ บริษัท บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ โลจิสติกส์ จำกัด ได้นำระบบเทคโนโลยี ISIS เข้ามาช่วยจำตำแหน่งและเวลาเข้าออกของสินค้า เนื่องจากการใช้แรงงานคนอาจทำให้ข้อมูลเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ ซึ่งคุณวิเชียร กล่าวอย่างมั่นใจว่า ระบบการทำงานของคลังสินค้าของเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ มีความแม่นยำกว่าร้อยละ 99 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่คลังสินค้ามีพื้นที่กว่า 33,000 ตารางเมตร และมีปริมาณการเก็บสินค้าถึง 20,000 พาเลท แต่การทำงานกลับมีความผิดพลาดไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ “คลังสินค้าของเบอร์ลี่ได้นำซอฟต์แวร์ ISIS ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์จากประเทศออสเตรเลีย มาช่วยบริหารจัดการ ตั้งแต่การรับเข้าจนถึงการจ่ายออก นอกจากนี้ซอฟต์แวร์จะเป็นตัวกำหนดว่าเมื่อสินค้าเข้ามาควรจะนำสินค้าไปเก็บที่ไหนให้ถูกสุขลักษณะ เนื่องจากมีการจัดเก็บสินค้าหลากหลายประเภทจึงจำเป็นต้องแบ่งโซนจัดวางสินค้า ระหว่างสินค้าที่มีกลิ่น สินค้าที่เป็นสินค้าอุปโภค และสินค้าที่เป็นเคมี โดยอาศัยศาสตร์ในการจัดเก็บจัดเรียงสินค้าที่ถูกต้อง พร้อมกันนี้ซอฟต์แวร์ยังช่วยตัดสต็อคเมื่อมีการนำสินค้าออก และเมื่อตัดสต็อคออกแล้วพนักงานจะนำสินค้ามาจัดเก็บแทนในตำแหน่งที่ว่าง” คุณวิเชียร กล่าว ปัจจุบันสินค้าที่จัดเก็บมากที่สุดคือสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคที่มีอยู่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของสินค้าทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าของบริษัทในเครือ ส่วนสินค้าของบริษัทนอกเครือมีอยู่เพียง 1 รายเท่านั้น สำหรับระบบการทำงานจะเป็นระบบกึ่งอัตโนมัติใช้ทั้งแรงงานคนและเทคโนโลยี “การบริหารจัดการคลังสินค้าต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของคลังสินค้า ซึ่งนโยบายการทำงานขององค์กรจะเป็นตัวกำหนดว่าจะออกแบบแวร์เฮ้าส์อย่างไร รวมถึงกำหนดคุณสมบัติต่างๆ ให้ตรงตามความเหมาะสมในการใช้งาน เช่น เป็นศูนย์กระจายสินค้า In-house warehouse หรือเป็นที่เปิดตู้สินค้าเพื่อกระจายออกไป เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่าอะไรคือการบริหารจัดการคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพที่สุดดีที่สุดนั้นคงไม่สามารถบอกได้” คุณสมศักดิ์ วิเศษเรืองโรจน์ ผู้อำนวยการ บริษัท ทรานส์คอนเทนเนอร์ โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว ระบบการทำงานของคลังสินค้าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การมีซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพเป็นตัวช่วยเสริมศักยภาพการทำงาน เพื่อช่วยให้ระบบการทำงานผิดพลาดน้อยที่สุด ซึ่งขณะนี้ผู้ผลิตซอฟต์แวร์หลายรายต่างแข่งขันกันเพิ่มคุณภาพให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด ในเรื่องนี้คุณสมศักดิ์ ได้ให้ความเห็นว่า การบริหารจัดการแวร์เฮ้าส์ที่มีประสิทธิภาพจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการนำระบบไอทีเข้ามาเป็นตัวหลักสำคัญในการบริหารจัดการ เพราะหากไม่มีระบบไอทีก็จะไม่สามารถสู้ผู้ประกอบการรายอื่นได้ สำหรับต้นทุนการบริหารคลังสินค้าและสินค้าคงคลัง ประกอบไปด้วย 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ ต้นทุนการบริหารคลังสินค้า (Warehousing cost) เกิดจากการดำเนินกิจกรรมการให้บริการภายในคลังสินค้า การจัดเก็บสินค้า การเลือกสถานที่ตั้งโรงงานและคลังสินค้า ซึ่งมีลักษณะเดียวกับต้นทุนการขนส่งที่ผู้ประกอบการสามารถดำเนินงานเองที่เรียกว่า In-house และการจ้างให้ผู้อื่นๆ ดำเนินการให้หรือเช่าที่ผู้อื่น ที่เรียกว่า Outsource และต้นทุนในการถือครองสินค้า (Inventory carrying cost) คือต้นทุนในการถือครองสินค้าหรือค่าเสียโอกาสที่เงินทุนไปจมอยู่ในสินค้า รวมถึงต้นทุนค่าดอกเบี้ย ค่าประกันสินค้า เป็นต้น การบริหารคลังสินค้าอันตรายแบบมืออาชีพ การบริหารคลังสินค้าอันตรายต้องใช้ความรู้ความเข้าใจในตัวสินค้า เพื่อสามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและด้วยความปลอดภัยสูงสุด เผยสิ่งสำคัญคือนำระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาร่วมด้วย พร้อมทั้งพนักงานทุกคนต้องได้รับการฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ “การบริหารจัดการคลังสินค้าอันตรายนอกจาการตรวจรับ (Receiving) การจัดจ่าย (Picking/Distribution) การบันทึกข้อมูล (Recording) การควบคุม (Stock Controlling) ความปลอดภัยของสินค้าและพนักงานที่มีประสิทธิภาพแล้ว สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือวิธีการจัดเก็บ เพราะการจัดการสินค้าอันตรายต้องใช้ความระมัดระวังและต้องอาศัยความเข้าใจ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด เนื่องจากสินค้าอันตรายไม่สามารถวางรวมกันได้เหมือนกับสินค้าทั่วไป” คุณสัมฤทธิ์ เมฆะกุล ผู้จัดการคลังสินค้าอันตราย บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (JWD InfoLogistics Co.,Ltd.) ในกลุ่มบริษัท เจวีเค กรุ๊ป จำกัด ผู้ลงทุนบริหารและประกอบการคลังสินค้าอันตรายรายเดียวในท่าเรือแหลมฉบังและจดทะเบียนถูกต้องรายเดียวในประเทศไทย กล่าว นอกจากนี้ในการบริหารจัดการคลังสินค้าอันตรายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั้น บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด ได้จัดทำระบบ WMS (Warehouse Management System) ในการจัดแยกสินค้าอันตรายแต่ละประเภท โดยบันทึก UN Number ของสินค้า ซึ่งระบบ WMS จะจัดระบบ Location ที่ถูกต้องเพื่อให้พนักงานสามารถนำสินค้าไปวางในตำแหน่งที่ถูกต้อง เพื่อตัดปัญหาความผิดพลาดที่เกิดจากผู้ปฎิบัติงาน สินค้าอันตรายจะต้องจัดวางแยกกันตามประเภท ซึ่งมีทั้งหมด 9 ประเภท คือ วัตถุระเบิด แก๊ซไวไฟ ของเหลวไวไฟ ของแข็งไวไฟ อ๊อคซิไดซ์ ทอคซิล กำมันตภาพรังสี สารกัดกร่อน และสารอื่นๆ โดยที่บางประเภทอาจต้องวางห่างกันถึง 12 เมตร ตามหลักการจัดวางสินค้าอันตรายของ IMO Recommendation หากเป็นคลังสินค้าทั่วไปถือว่าเป็นการใช้พื้นที่อย่างไม่มีประสิทธิภาพ แต่คลังสินค้าอันตรายต้องจัดห้องไว้จัดเก็บสินค้าอันตรายแต่ละประเภท เพราะสินค้าแต่ละประเภทไม่สามารถวางรวมในห้องเดียวกันได้ ส่วนสินค้าที่ไม่รับจัดการเข้าคลัง คือ วัตถุระเบิด แก๊ซพิษ สารติดเชื้อ และสารกัมมันตรังสี เนื่องจากทั้ง 4 ชนิดนี้ต้องได้รับการควบคุมพิเศษ สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยในคลังสินค้านั้น ได้ออกแบบแวร์เฮ้าท์เป็นพิเศษ โดยที่ผนังของห้องและประตูจะต้องทำด้วยวัสดุทนความร้อนสูง มีอุปกรณ์ตรวจจับ (Detector) 3 ประเภทคือ Smoke Detector, Flame Detector และ Gas Detector รวมทั้งติดตั้งอุปกรณ์ในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน เช่น High Expansion Foam System และพนักงานทุกคนจะได้รับการอบรมให้มีความรู้เกี่ยวกับประเภทสินค้าอันตราย วิธีการจัดเก็บที่ถูกต้อง การระงับเหตุและการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ดังนั้นประสิทธิภาพของคลังสินค้าอันตราย จึงมุ่งเน้นที่การดูแลจัดเก็บสินค้าอย่างปลอดภัยโดยบุคลากรที่มีคุณภาพ “ส่วนตัวเห็นว่าการบริหารจัดการสินค้าอันตรายเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัวและไม่แตกต่างจากสินค้าทั่วไป หากเรารู้จักสินค้า รู้วิธีการจัดเก็บ และรู้จักวิธีการดูแลที่ดี รวมถึงรู้วิธีการควบคุมหากเกิดการรั่วไหลของสารเคมี ซึ่งวิธีการจัดเก็บวิธีการจัดการไม่ได้แตกต่างจากสินค้าทั่วไป” คุณสัมฤทธิ์ กล่าว ปัจจุบันอุตสาหกรรมในประเทศไทยมีการนำเข้าสินค้าอันตรายเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต ที่ผ่านมาท่าเรือแหลมฉบังมีสินค้าอันตรายผ่านเข้ามาปริมาณเฉลี่ย 60,000 ตัน/เดือน ส่งออกสินค้าอันตรายประมาณ 25,000 ตัน/เดือน และคาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัว สำหรับอัตราการหมุนเวียนของสินค้าค่อนข้างจะเร็ว ประมาณ 1-7 วัน อาจเนื่องมาจากความต้องการใช้สินค้าของผู้ผลิตซึ่งจะสั่งสินค้าเข้ามาเฉพาะที่ต้องการใช้งานเท่านั้น JIT & Lean หลักการดีแต่ทำยาก แม้ว่าการบริหารจัดการคลังสินค้าและสินค้าคงคลังจะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ แต่ขณะนี้ผู้ประกอบการได้มุ่งความสนใจไปที่ Just in time ทำอย่างไรที่จะไม่มีต้นทุนในการสต็อคสินค้าที่เป็นต้นทุนมหาศาล ดังนั้นการนำระบบ JIT มาใช้จึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจ เนื่องจากบริษัทข้ามชาติหลายบริษัทได้นำมาใช้ และประสบความสำเร็จมาแล้ว อย่าง TOYOTA บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก การผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just-In-Time: JIT) เป็นระบบการผลิตที่มุ่งเน้นกำจัดความสูญเสียหรือกิจกรรมที่ไม่เกิดมูลค่าต่างๆ ออกจากกระบวนการ ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยบริษัทโตโยต้า ประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้การบริหารจัดการวัตถุดิบและชิ้นส่วนเข้าสู่กระบวนการผลิตในปริมาณและเวลาที่ต้องการ มุ่งเน้นให้ผลิตเป็นสินค้าได้พอดีกับความต้องการทั้งปริมาณและเวลา โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือลดความสูญเสียและต้นทุนที่มาจากการคงคลัง และลดงานระหว่างกระบวนการอันเป็นข้อเสียของการผลิตแบบคราวละมากๆ ส่วนการผลิตแบบ Lean (Lean Production) คือระบบการผลิตแบบพอเหมาะ มีแนวคิดที่มุ่งสร้างสายการไหลของผลิตภัณฑ์ ผ่านกระบวนการเพิ่มคุณค่าโดยปราศจาการขัดจังหวะ (การไหลแบบทีละชิ้น: One-Piece Flow) มีระบบการผลิตแบบดึง มีกลไกที่ส่งทอดมาจากความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะมีการดำเนินการก็ต่อเมื่อมีการดึงผลิตภัณฑ์ออกไป การปฏิบัติงานในส่วนของการผลิตจะต้องพิจารณาช่วงเวลาตั้งแต่ที่ลูกค้าได้สั่งซื้อ จนถึงเมื่อเรารับเงินจากลูกค้า โดยมีเป้าหมายคือต้องการลดช่วงเวลาให้สั้นลงด้วยการกำจัดความสูญเปล่าที่ไม่เพิ่มคุณค่า อย่างไรก็ตามแม้ว่าหลักการนี้จะเป็นที่ดี แต่ผู้ผลิตหลายรายยังให้ความเห็นตรงกันว่า ทฤษฎีน่าสนใจแต่การปฏิบัติยังทำยาก ในเรื่องนี้ คุณวิเชียร ได้แสดงความเห็นว่า ความจริงแล้วในภาคการผลิตไม่มีใครต้องการสต็อคสินค้า เนื่องจากการสต็อคทำให้เกิดต้นทุนมหาศาล ซึ่งระบบ JIT สามารถทำได้หากมีความแม่นยำเรื่องดีมาน (demand) ที่สามารถคาดคะเนได้แม่นยำบอกได้เป็นรายไตรมาสหรือรายเดือน “การสต็อคสินค้าขึ้นอยู่กับแต่ละอุตสาหกรรม โดยประเมินความต้องการของตลาดในช่วงเวลานั้นๆ เพื่อผลิตให้เพียงพอกับความต้องการ ที่ต้องอาศัยการคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ แต่ความเป็นจริงแล้วความต้องการไม่ได้นิ่งตลอดเวลา เพราะในแต่ละวันผู้บริโภคมีความต้องการที่แตกต่าง ดังนั้นแม้ว่าการเก็บสินค้าหลายขั้นตอนจะส่งผลต่อต้นทุนโลจิสติกส์ แต่ในแง่ธุรกิจต้องยอมรับว่าไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับสินค้าแต่ละตัว เนื่องจากข้อจำกัดของลูกค้าแต่ละรายไม่เหมือนกัน สำหรับสินค้าที่เป็นฤดูกาล อย่างเช่นอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง เมื่อถึงฤดูกาลก็จำเป็นต้องเก็บสต็อคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อหมดฤดูกาลก็จะไม่มีวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งการ Forecasting หรือ Demand Planning เป็นยุทธวิธีใหม่ในการดำเนินธุรกิจ” ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าว การวางแผนการผลิตเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการประสานความร่วมมือและวางแผนการทำงานร่วมกันระหว่างซัพพลายเออร์ หากมีการประสานความร่วมมือที่ดี ก็จะส่งผลให้เกิดระบบ Co-Planning ที่การทำงานมีความสัมพันธ์กันดีมีลักษณะเหมือนเป็นเครือข่ายเดียวกัน ส่งผลให้การผลิตเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ไม่เกิดการสต็อคสินค้าเพื่อรอผลิต การบริหารงานแบบ Lean เป็นหลักการที่ดีแต่ทำได้ยาก เพราะในการทำธุรกิจต้องมีใครสักคนทำหน้าที่แบกรับภาระในการสต็อคสินค้า คุณสมศักดิ์ได้แสดงทรรศนะเพิ่มเติมว่า การผลิตแบบ Lean 100 เปอร์เซ็นต์เป็นไปได้ยาก อย่างเช่นอุตสาหกรรมการผลิตต้องมีการสต็อควัตถุดิบเพื่อให้เพียงพอต่อการผลิต โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจำเป็นต้องสต็อคเพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการขนส่ง แต่หากเป็นวัตถุดิบจากในประเทศเชื่อว่าสามารถทำได้ อย่างไรก็ดีส่วนตัวเห็นว่าการที่จะทำให้ Lean มากเป็นไปไม่ได้ เพราะจำเป็นที่ต้องมีการสต็อคไว้บ้าง ในสภาพที่สามารถรับได้และไม่ทำให้เกิดเป็นต้นทุนที่สูงเกินไป และเชื่อว่าไม่มีอุตสาหกรรมที่ไม่สต็อควัตถุดิบ “กรณีอุตสาหกรรมรถยนต์ที่บอกว่าเป็น Lean โลจิสติกส์ เชื่อว่าไม่ใช่ Lean 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะยังมีโลจิสติกส์เซ็นเตอร์เพื่อเก็บชิ้นส่วน ซึ่งอุตสาหกรรมรถยนต์ทำชิ้นส่วนเพื่อ 2 วัตถุประสงค์ คือ ทำเพื่อบริการหลังการขายและใช้ในซัพพลายเชน จึงมองว่าเรื่องนี้มองได้ 2 มุม คืออาจจะ Lean ก็ได้ โดยที่ชิ้นส่วนทุกชิ้นส่งมาตามสาย แต่ยังมีบางชิ้นส่วนที่เป็นบริการหลังการขายที่อาจดึงมาใช้ได้หากวัตถุดิบขาดสต็อค เพื่อให้กระบวนการผลิตสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าในเชิงทฤษฎีสามารถทำได้ แต่ในทางปฎิบัติไม่สามารถทำได้” คุณสมศักดิ์ กล่าว ระบุบาร์โค้ด - RFID เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายตัวที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องการบริหารจัดการ เช่น บาร์โค้ด และ RFID ซึ่งถือ เป็นกำลังสำคัญในการเสริมศักยภาพการทำงาน ขณะนี้หลายบริษัทกำลังมีแผนการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ ถึงแม้ว่าจะต้องลงทุนสูง แต่ประโยชน์คือสามารถช่วยให้การทำงานมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ในเรื่องนี้คุณวิเชียร ได้ให้ความเห็นว่า เทคโนโลยีต่างๆ ล้วนมีความจำเป็นในการดำเนินธุรกิจ สำหรับเบอร์ลี่ ยุคเกอร์นั้น เนื่องจากปัจจุบันสินค้ายังมีปริมาณที่ไม่มากพอที่จะจัดทำระบบบาร์โค้ด แต่อย่างไรก็ดีก็ได้มีการศึกษาการนำมาใช้ในการทำงาน และผลที่ได้ว่าทำให้การรับสินค้ามีคุณภาพสูงขึ้นอย่างไร ซึ่งในอนาคตอาจจะนำระบบนี้เข้ามาใช้ในการเพิ่มจุดแข็งในการบริหารคลังสินค้า แต่ในขณะนี้ด้วยเหตุผลที่สินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มาจากบริษัทในเครือทำให้เรารู้วิธีจัดการสินค้า ทำให้มีความชำนาญในการบริหารจัดการ ทางด้านคุณสมศักดิ์ ได้แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า ยอมรับว่ากระแส RFID มาแรงมาก เพราะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น โดยหากติดเครื่องอ่านที่หน้าโกดังเมื่อสินค้าผ่าน เครื่องจะทำการอ่านข้อมูลสินค้าทั้งหมด นอกจากนี้ระบบ RFID ยังช่วยเรื่องความปลอดภัย เพราะหากสินค้าออกจากคลัง เครื่องจะทราบโดยอัตโนมัติ และบันทึกว่าของหายไปเมื่อไร เวลาเท่าไร แต่ขณะนี้ราคาของการติดตั้งระบบ RFID ยังมีราคาสูงมาก อย่างไรก็ตามเชื่อว่าไม่นานจะมีการนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น สร้างแวร์เฮ้าส์ทางเลือกสุดท้ายในการลงทุน แม้ว่าการบริหารจัดการคลังสินค้าจะส่งผลต่อกระบวนการผลิต และช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตข้างหน้าเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทต้องลงทุนสร้างแวร์เฮ้าส์เป็นของตัวเอง เพราะการสร้างแวร์เฮ้าส์ต้องใช้เงินลงทุนที่ค่อนข้างสูง รวมถึงมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอีกมากมาย ดังนั้นการใช้บริการจากบุคคลภายนอกที่มีความชำนาญให้จัดการแทนจึงเป็นอีกหนทางที่ดีกว่า “การสร้างแวร์เฮ้าส์ขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการภายในของบริษัทนั้น หากเป็นบริษัทขนาดกลางถึงขนาดเล็กคงต้องศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่าในการลงทุนก่อน เนื่องจากต้องใช้เงินที่ค่อนข้างสูง มีค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร อุปกรณ์เครื่องมือ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบเทคโนโลยี รวมถึงค่าใช้จ่ายแฝงอีกมาก เชื่อว่าการเอ้าท์ซอร์สน่าจะเป็นหนทางที่ดีกว่า” คุณวิเชียร และคุณสมศักดิ์ ได้ให้ความคิดเห็นในทิศทางเดียวกัน คุณวิเชียร กล่าวว่า เบอร์ลี่มีบริษัทในเครือ 8 บริษัท โดยเฉลี่ยแล้วจะมีปริมาณสินค้าเข้าออกถึงเดือนละประมาณ 1.3 ล้านหีบ จึงจำเป็นต้องสร้างแวร์เฮ้าส์เพื่อรองรับความต้องการในการใช้งานของบริษัทในกลุ่ม และรับบริหารจัดการแก่ลูกค้าจากภายนอกด้วย ทั้งนี้หลักการสร้างแวร์เฮ้าส์ลำดับแรกต้องพิจารณาที่ตั้งให้อยู่ในทำเลที่เหมาะสม พร้อมมองโอกาสในการลงทุนระยะยาว ซึ่งอาจมีการขยายการลงทุนเพิ่มหากธุรกิจเติบโตขึ้น “ปัจจุบันควรมองว่าจะทำอย่างไรให้ไม่มีแวร์เฮ้าส์ เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูง หากจำเป็นต้องมีคลังสินค้าลำดับแรกต้องศึกษาประโยชน์ที่ได้รับและสอดรับกับธุรกิจ เพราะแวร์เฮ้าส์มีหลายประเภทขึ้นอยู่กับการใช้งานและขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท เพื่อจะได้กำหนดรูปแบบและทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมว่าควรจะตั้งอยู่ในแหล่งของลูกค้า ตั้งอยู่ในแหล่งผลิต หรือควรตั้งในแหล่งวัตถุดิบ” ดร.พงษ์ชัย กล่าว เมื่อกำหนดรูปแบบแวร์เฮ้าส์ได้แล้ว หลังจากนั้นจึงพิจารณาว่าแวร์เฮ้าส์จะใช้กับลูกค้ากลุ่มใด ใช้กับกลุ่มสินค้าอะไร นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงอัตราความต้องการในแง่กิจกรรมต่างๆ ที่จะทำในแวร์เฮ้าส์ ซึ่งจะมีผลต่อการบริหารจัดการ เพราะจะต้องแบ่งว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไร ต้องจัดพื้นที่สำหรับพนักงานหรือไม่อย่างไร และที่สำคัญคือการจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัยมาใช้ในการทำงาน นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงการขยายการลงทุนในอนาคตด้วย เพราะการตั้งคลังสินค้าต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก จึงควรต้องมีการวางแผนการทำงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ที่สำคัญคือเรื่องระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งบาร์โค้ด RFID และระบบ WMS ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ โลจิสติกส์สร้างโอกาสทางธุรกิจ ขณะนี้ในประเทศไทยมีการตื่นตัวเรื่องโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมแล้วมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน ซึ่งโลจิสติกส์กลายเป็นกุณแจสำคัญที่จะไขคำตอบว่า ทำอย่างไรให้ธุรกิจสามารถสู้คู่แข่งได้ เพราะในแต่ละอุตสาหกรรมมีต้นทุนโลจิสติกส์ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะและพัฒนาการของอุตสาหกรรม ในเรื่องนี้ ดร.พงษ์ชัย ได้แสดงความเห็นว่า อุตสาหกรรมที่มีการส่งเสริมจากภาครัฐ หรือมีการลงทุนจากบริษัทต่างชาติจะมีต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำกว่าอุตสาหกรรมของไทย อย่างเช่นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์หรืออุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีต้นทุนโลจิสติกส์เพียง 13-14 % เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีต่างชาติเป็นผู้ลงทุน รวมถึงอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ตามนิคมอุตสาหรรม จึงมีความพร้อมในเรื่องของอุปกรณ์เครื่องมือครบวงจรทำให้เป็นองค์ประกอบให้เกิดการเคลื่อนย้าย จัดเก็บ กระจาย รวบรวมต่างๆ ทำให้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่อุตสาหกรรมของไทย มีต้นทุนโลจิสติกส์สูงกว่า 19 % เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่ได้พัฒนาการการบริหารจัดการโลจิสติกส์เท่าที่ควร และอีกประการหนึ่งคือลักษณะการขนส่งเป็นลักษณะการขนส่งที่มาจากภูมิภาคและมาแปรรูปตามจุดต่างๆ กระจายไปตามภูมิภาค ทำให้มีต้นทุนโลจิสติกส์สูงมากกว่า ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องหันมาพัฒนาโลจิสิตกส์มากขึ้น กรณีอุตสาหกรรมเครื่องใช้ฟ้าหรือแผงวงจรไฟฟ้า จากการศึกษาพบว่าต้นทุนโลจิสติกส์ที่ถูกลง เนื่องจากมีการตั้งโกดังและคลังสินค้าอยู่ในเขตปลอดอากร ใช้การบริหารจัดการแบบ JIT กับ VMI ทำให้ไม่ต้องจ่ายต้นทุนทางการเงินขณะเก็บวัตถุดิบที่ฟรีโซน หากต้องการนำมาใช้ก็จะเอาออกมาเท่าที่จำเป็น จึงไม่มีการจัดเก็บสต็อคมากไม่ต้องมีคลังสินค้า นอกจากนี้ซัพพลายเออร์ส่วนใหญ่จะรวมตัวอยู่บริเวณนิคมอุตสาหกรรม ทำให้ไม่มีต้นทุนเรื่องการขนส่ง และไม่จำเป็นต้องมีสินค้าคงคลัง เพราะเมื่อต้องการใช้ซัพพลายเออร์ก็สามารถผลิตและป้อนให้ผู้ผลิตได้เลย คุณสมศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลก็มีงบประมาณเข้ามาสนับสนุนโลจิสติกส์มากขึ้น ทั้งเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเรื่องการทำวิจัย แต่หากให้มีการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมนั้น เห็นว่าในงานวิจัยของรัฐไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลจิสติกส์ ซัพพลายเชน หรือการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ เมื่อวิจัยเสร็จแล้วควรมีการเปิดเผยต่อสาธารณะชน เพื่อให้เอกชนคนไทยได้นำไปใช้ประโยชน์ ในการมองหาช่องทางการลงทุนทางธุรกิจต่อไป “งานวิจัยมีคุณค่าก็ต่อเมื่อสามารถนำมาก่อประโยชน์กับเศรษฐกิจของชาติ แต่หากเป็นงานวิจัยที่นำไปเก็บไว้ในห้องสมุดของหน่วยงานนั้นๆ แล้ว งานวิจัยนั้นก็ถือเป็นงานวิจัยที่ไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเกิดประโยชน์เฉพาะหน่วยงานของรัฐ ที่จะมองภาพว่าทิศทางของประเทศจะเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้บอกกับเอกชนว่าเมื่อมีทิศทางอย่างนี้เอกชนน่าจะไปนำไปวางแผนลงทุน” คุณสมศักดิ์ กล่าว การบริหารจัดการคลังสินค้าและสินค้าคงคลังเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกันระบบการจัดการแบบ JIT และแบบ Lean ล้วนเป็นการบริหารจัดการที่ช่วยเสริมศักยภาพการทำงานทั้งสิ้น ขึ้นอยู่ที่ผู้บริหารขององค์กรนั้นๆ ว่าจะนำแนวทางใดมาใช้เป็นธงนำทางธุรกิจให้เดินหน้าต่อไป |